รายงานชี้ว่าโมเดลแพงที่สุดของ Anthropic ยังกินส่วนแบ่งการใช้งานน้อย ขณะที่รุ่นก่อนหน้าที่ถูกกว่าเป็นตัวที่องค์กรใช้จริง
บทความของ Financial Times เมื่อวันที่ 23 ส.ค. รายงานว่าโมเดลตัวแรงที่สุดของ Anthropic ยังหาผู้ใช้ได้ช้ากว่าที่คาด ขณะที่เครื่องมือที่ถูกกว่าเติบโตได้ดีกว่า โดยอ้างข้อมูลส่วนแบ่งการใช้จ่ายของเดือน ก.ค. จากดัชนีที่บริษัทบัตรเครดิตองค์กรแห่งหนึ่งจัดทำจากยอดจ่ายจริงของลูกค้าตัวเอง
ส่วนแบ่งการใช้จ่ายฝั่ง Anthropic ในเดือนนั้นตามดัชนีดังกล่าวคือ Opus 4.8 อยู่ที่ 28.0% ตามด้วย Sonnet 4.6 ที่ 8.3% และ Fable 5 ที่ 8.0% ส่วน Opus 5 ซึ่งเพิ่งออกปลายเดือน ก.ค. อยู่ที่ 3.5% แปลว่าเงินส่วนใหญ่ยังไหลไปที่รุ่นที่ออกมาก่อนและถูกกว่า
ตัวเลขฝั่งรายได้ที่รายงานคือรายได้ต่อปีของ Anthropic แตะ 65 พันล้านดอลลาร์ในเดือน ก.ค. จาก 47 พันล้านดอลลาร์ในเดือน พ.ค. และมีลูกค้า 6,000 รายที่จ่ายเกินหนึ่งแสนดอลลาร์ต่อปี ส่วน OpenAI อยู่เหนือ 40 พันล้านดอลลาร์และโตขึ้น 35% หลังโมเดลรุ่นใหม่ออกในเดือน ก.ค.
ข้อควรระวังมีสองข้อ ข้อแรกคือหน้าบทความต้นทางเปิดตรงไม่ได้ในรอบนี้ ตัวเลขทั้งหมดจึงอ่านผ่านบันทึกของนักพัฒนาที่สรุปไว้ ข้อสองคือส่วนแบ่งของ Fable 5 ที่แต่ละสำนักรายงานไม่ตรงกัน มีทั้ง 8.0% ของยอดใช้จ่าย 11.4% ของยอดใช้จ่าย และ 6% ของจำนวนโทเคน ซึ่งเป็นคนละหน่วยวัด จึงหยิบเลขเดียวมาใช้โดยไม่บอกว่าวัดอะไรไม่ได้
ในกระทู้ที่ถกเรื่องนี้ยังมีคำอธิบายอีกทางที่บทความไม่ได้พูดถึง คือหลายองค์กรยังเปิดให้พนักงานใช้โมเดลตัวแพงไม่ได้เพราะยังไม่มีทางเลือกที่รับประกันว่าไม่เก็บข้อมูลไว้เลย ซึ่งเป็นเหตุผลด้านการกำกับ ไม่ใช่เรื่องราคา
▲ ทำไมต้องรู้ · คนที่กำลังเลือกโมเดลให้ทีมมักคิดว่าตัวที่ใหม่ที่สุดคือตัวที่ควรใช้ ข้อมูลชุดนี้บอกว่าองค์กรที่จ่ายเงินจริงส่วนใหญ่ยังอยู่กับรุ่นก่อนหน้าที่ถูกกว่า วิธีที่ใช้ได้จริงคือเอางานจริงของทีมไปวัดกับโมเดลสองสามตัวแล้วดูว่าตัวถูกกว่าพอไหม ก่อนตัดสินใจจ่ายเพิ่มให้ตัวแรงที่สุด