AI News · 15 ข่าว

AI News · 2026-10-03

Models

Microsoft ออกโมเดลถอดเสียงแบบเรียลไทม์ตัวแรกของตัวเอง และขยายโมเดลเสียงพูดเป็น 23 ภาษา

Microsoft AI เปิดตัวเมื่อ 1 ตุลาคม สามโมเดล คือ MAI-Transcribe-2-Streaming สำหรับถอดเสียงแบบเรียลไทม์ใน 60 ภาษาที่ตรวจจับภาษาให้อัตโนมัติ และโมเดลเสียงพูด MAI-Voice-2.1 กับรุ่นประหยัด MAI-Voice-2.1-Flash ที่รองรับ 23 ภาษาและ 26 สำเนียง

Microsoft บอกว่าโมเดลถอดเสียงได้ "no. 1 for accuracy for both final and partial transcripts on Artificial Analysis" และคิดราคาช่วงเปิดตัว 0.54 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงเสียงไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนโมเดลเสียงพูดคิด 22 และ 15 ดอลลาร์ต่อหนึ่งล้านตัวอักษรตามลำดับ ทั้งสามโมเดลใช้ได้ผ่าน Microsoft Foundry และ Vercel ส่วน OpenRouter มีเฉพาะโมเดลเสียงพูด

Blognone รายงานว่า MAI-Voice-2.1 รองรับภาษาไทยแล้ว ข้อควรระวังคือประกาศของ Microsoft ไม่ได้ระบุรายชื่อภาษา เราจึงยังยืนยันจากต้นทางไม่ได้ว่ามีภาษาไทย

▲ ทำไมต้องรู้ · งานถอดเสียงประชุม ทำซับไตเติล และระบบตอบรับทางเสียงมีตัวเลือกจากผู้ให้บริการรายใหญ่เพิ่มขึ้นในราคาที่ประกาศชัด ทีมที่ใช้เสียงภาษาไทยควรทดสอบคุณภาพกับเสียงจริงของตัวเองก่อนตัดสินใจ

Ai2 เปิดโมเดล AstaBrief ขนาด 8B ที่เขียนรายงานวิชาการพร้อมอ้างอิง ให้ดาวน์โหลดไปรันเองได้

Ai2 ประกาศเมื่อ 2 ตุลาคมว่าเปิดโมเดล AstaBrief ขนาด 8B ที่สร้างบน Qwen3-8B ใช้รับคำถามวิจัยกับเนื้อหาจากเปเปอร์ที่ค้นมาแล้ว เขียนออกมาเป็นรายงานที่มีอ้างอิง

ตามตัวเลขของ Ai2 โมเดลนี้ใช้เวลาเฉลี่ย 51.1 วินาทีต่อรายงาน เทียบกับ 178.5 วินาทีของโหมด Thinking ที่ใช้ Claude อยู่เบื้องหลัง และทำคะแนนได้สูสีกับระบบที่ใช้ Claude ในหลายตัวชี้วัดของคุณภาพคำตอบและการอ้างอิง ตอนนี้ใช้เป็นโหมด Fast mode บนแพลตฟอร์ม Asta และปล่อยน้ำหนักโมเดลบน Hugging Face

Ai2 เขียนว่า "We wanted to help scientists generate cited reports faster, with a model they could download and run themselves."

▲ ทำไมต้องรู้ · องค์กรที่ต้องสรุปเอกสารจำนวนมากแต่ไม่อยากส่งข้อมูลออกไปข้างนอก เริ่มมีโมเดลเล็กที่ทำงานเฉพาะทางได้ดีพอและรันในเครื่องของตัวเองได้

Tools

Claude Code รุ่น 2.1.288 แก้ช่องโหว่คำสั่งลบไฟล์อันตรายในสคริปต์ และให้โหมดอนุมัติอัตโนมัติย่อบทสนทนาแทนการล้ม (ต่อเนื่องจาก 2026-10-02)

บันทึกการเปลี่ยนแปลงของรุ่น 2.1.288 ระบุว่าแก้ปัญหาที่คำสั่ง rm อันตราย เช่น ลบทั้ง / หรือโฮมไดเรกทอรี ซ่อนอยู่ในสคริปต์ bash -c หรือ sh -c แล้วรันได้โดยไม่ถามยืนยัน เมื่อผู้ใช้เปิดโหมด bypassPermissions หรือตั้งกฎอนุญาตคำสั่ง shell ไว้

ในโหมดอนุมัติอัตโนมัติ เมื่อบทสนทนายาวเกินกว่าที่ตัวตรวจความปลอดภัยฝั่งเครื่องผู้ใช้จะอ่านได้ ระบบจะย่อบทสนทนาแทนการถามหรือล้มทุกครั้งที่เรียกเครื่องมือ และถ้าผู้ใช้ตั้งค่า ANTHROPIC_DEFAULT_SONNET_MODEL ไว้เป็น Sonnet 5.5 หรือ Opus 5.5 ตัวตรวจนี้จะไม่ใช้ค่านั้น แต่จะใช้ Sonnet 5 แทน

รุ่นนี้ยังเพิ่มตัวเลือก --max-findings ให้คำสั่ง /code-review และทำให้ร่างข้อความที่เผลอลบด้วย Ctrl+C กู้คืนได้ด้วยการกดลูกศรขึ้น

▲ ทำไมต้องรู้ · ทีมที่ปล่อยให้ agent รันคำสั่งเองโดยไม่ถาม ควรอัปเดตรุ่นทันที และทีมที่ปักโมเดลผ่านตัวแปรสภาพแวดล้อมควรรู้ว่าตัวตรวจความปลอดภัยอาจไม่ได้ใช้โมเดลตามที่ตั้งไว้

Apple จะคุมสิทธิ์ Full Disk Access บน macOS ให้เข้มขึ้น โดยยกความเสี่ยงจาก AI agent เป็นเหตุผล (ต่อเนื่องจาก 2026-09-30)

Apple ประกาศถึงนักพัฒนาเมื่อ 2 ตุลาคมว่าแอปบางตัวใช้สิทธิ์ Full Disk Access ในทางที่อาจทำให้ไฟล์ อีเมล ข้อความ และประวัติการท่องเว็บของผู้ใช้ถูกเปิดเผยโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัวเต็มที่

Apple เขียนว่า "As AI agents become increasingly capable and autonomous, the risks associated with this level of access will grow substantially." และจะเพิ่มการควบคุมให้ผู้ใช้ที่ต้องการให้สิทธิ์ระดับนี้จริงๆ ต้องทำด้วยการกระทำที่ชัดเจนมาก

ประกาศยังไม่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาใน macOS รุ่นใด และไม่ได้เอ่ยชื่อแอปใด ข่าวนี้ออกมาหลังจากคอลัมนิสต์รายหนึ่งรายงานว่า agent Muse ของ Meta ซิงก์ข้อความในแอป Messages ได้ทั้งที่ปิดสิทธิ์แล้ว ซึ่งยังเป็นการทดสอบของคนเดียว และมีข้อโต้แย้งว่าอาจเป็นข้อมูลที่เก็บไว้ก่อนถอนสิทธิ์

▲ ทำไมต้องรู้ · ผู้ดูแลเครื่อง Mac ในองค์กรควรตรวจว่าแอป AI ตัวใดได้สิทธิ์ Full Disk Access อยู่ และเตรียมรับขั้นตอนขอสิทธิ์ที่ยุ่งขึ้นเมื่อ Apple ออกการเปลี่ยนแปลงจริง

ผู้สร้าง Redis เปิดโปรแกรม ds4 สำหรับรันโมเดลโอเพนเวตขนาดใหญ่บนเครื่องที่มีหน่วยความจำมาก

Salvatore Sanfilippo หรือ antirez ผู้สร้าง Redis เปิดเว็บของ DwarfStar 4 หรือ ds4 ซึ่งเป็นโปรแกรมรันโมเดลที่เขียนด้วยภาษา C รองรับ DeepSeek V4 และ V4.1 Flash, GLM 5.x และ Qwen3.8 Flash Next ทั้งข้อความและภาพ

หลักการที่เขาใช้คือ "Compress the routed experts, keep critical shared paths precise" หรือบีบอัดส่วนที่ถูกเรียกใช้เป็นบางครั้งให้เหลือ 2 บิต แต่เก็บเส้นทางหลักให้แม่นยำ ทำให้รันบน Mac ชิป Apple ที่มีหน่วยความจำ 64GB ขึ้นไป เครื่อง Nvidia และเครื่อง AMD ได้ ตัวโปรแกรมใช้สัญญาอนุญาต MIT

▲ ทำไมต้องรู้ · การรันโมเดลระดับแนวหน้าบนเครื่องในสำนักงานเริ่มเป็นไปได้จริงมากขึ้น ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับงานที่ส่งข้อมูลออกไปนอกองค์กรไม่ได้ แต่ยังต้องลงทุนเครื่องหน่วยความจำสูง

นักพัฒนา Wagtail ลองเขียนโค้ดด้วยโมเดลราคาถูก GLM 5.3 Flash หนึ่งเดือน แล้วพบว่าใช้ได้แค่ครึ่งเดียวของที่ตั้งใจ

Thibaud Colas จากทีมหลักของ Wagtail เขียนเมื่อ 2 ตุลาคมว่าตั้งใจใช้ GLM 5.3 Flash เป็นโมเดลหลักตลอดเดือนกันยายน แต่สุดท้ายใช้ได้ราว 1 พันล้านจาก 2 พันล้านโทเคน เพราะผู้ให้บริการโมเดลนี้มีกำลังประมวลผลไม่พอรองรับความต้องการ จนต้องสลับไปใช้โมเดลอื่น

ค่าใช้จ่ายของ GLM 5.3 Flash อยู่ราว 68 ดอลลาร์ ขณะที่ต้นแบบ MCP server ที่เขียนแบบ vibe coding และเลือกโมเดลผิด ใช้ไปราว 450 ล้านโทเคนหรือ 150 ดอลลาร์แทบในคืนเดียว เขาสรุปไว้ว่า "Only 50% usage on the target model, 1B out of 2B tokens. About 35 kWh of energy use instead of 10."

▲ ทำไมต้องรู้ · โมเดลราคาถูกใช้ทำงานประจำวันได้ แต่ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นกับความพร้อมของผู้ให้บริการและวินัยในการคุมงานทดลอง องค์กรที่วางงบ AI ควรวัดการใช้จริงมากกว่าดูราคาต่อโทเคนอย่างเดียว

Research

งานวิจัยพบว่าพรอมต์แบบ "คุณคือผู้เชี่ยวชาญด้าน..." ไม่ได้ทำให้ตอบคำถามวิทยาศาสตร์แม่นขึ้น แต่ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อคำตอบสูงขึ้น 2.2 ถึง 4.5 เท่า

Timothy Kassis ทดสอบคำอธิบายบทบาทตามอาชีพจากคลัง 503 แบบ (ใช้จริงในการทดสอบ 100 แบบ) กับโมเดล Gemini 3.8 Flash บนชุดทดสอบวิทยาศาสตร์เก้าชุด รวม 4,488 ข้อที่ทดสอบครบทุกเงื่อนไข เทียบกับพรอมต์สั้นๆ ว่า "You are a helpful assistant" พรอมต์บทบาทแบบประโยคเดียว คู่มือความรอบคอบทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป และบทบาทของสาขาที่ไม่เกี่ยวข้อง

ผลคือพรอมต์บทบาทแบบเต็มได้ความแม่นยำต่ำกว่าพรอมต์สั้นเฉลี่ย 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ไม่มีชุดทดสอบใดที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ใช้โทเคนตอบมากขึ้น 1.5 ถึง 2.3 เท่า และในงานชีวสารสนเทศที่ต้องใช้เครื่องมือ 60 โจทย์ พรอมต์บทบาทแก้ได้ 46.7% เทียบกับ 56.7% ของพรอมต์สั้น เพราะชนเพดานโทเคนและเวลาบ่อยกว่า

ข้อควรระวังคือทดสอบกับโมเดลเดียว เป็นคำถามวิทยาศาสตร์ที่มีคำตอบตายตัว และเป็นงานของผู้เขียนคนเดียวที่ยังไม่ระบุเวทีตีพิมพ์ ผู้เขียนเองบอกว่ายังต้องทดสอบต่อว่าการดึงเฉพาะบางส่วนของบทบาท หรืองานปลายเปิด จะให้ผลต่างไปหรือไม่

▲ ทำไมต้องรู้ · คนทำงานจำนวนมากเริ่มพรอมต์ด้วยการกำหนดบทบาทยาวๆ เป็นนิสัย งานนี้ชี้ว่าการบอกงาน เงื่อนไข และรูปแบบผลลัพธ์ให้ชัดน่าจะคุ้มกว่าการบรรยายบทบาท โดยเฉพาะเมื่อจ่ายเงินตามโทเคน

ชุดทดสอบงานค้นคว้ากฎหมายพบว่า agent ที่ดีที่สุดตอบถูกครบทุกเกณฑ์เพียง 42.9%

ทีมผู้เขียนสี่คนสร้าง Legal Research Bench เป็นคำถามค้นคว้ากฎหมายสหรัฐแบบปลายเปิด 413 ข้อที่ผู้เชี่ยวชาญเขียน แล้วทดสอบโมเดลแนวหน้า 13 รุ่นที่มีเครื่องมือค้นเว็บและค้นคำพิพากษา โดยนับว่าถูกเฉพาะเมื่อผ่านทุกเกณฑ์และแหล่งที่อ้างตรวจสอบได้จริง

โมเดลที่ทำได้ดีที่สุดคือ Claude Opus 4.8 ตอบถูกครบ 42.9% ของคำถาม คะแนนต่ำลงอีกในคำถามที่ต้องประสานแหล่งกฎหมายที่ขัดกัน และเมื่อเทียบข้ามโมเดล จำนวนรอบ การเรียกเครื่องมือ และค่าประมวลผลที่มากกว่า ไม่ได้บ่งบอกว่าจะตอบถูกมากกว่า

ข้อควรระวังคือเป็นกฎหมายสหรัฐ และเป็นงานที่ยังไม่ระบุเวทีตีพิมพ์

▲ ทำไมต้องรู้ · งานที่คำตอบผิดเพียงจุดเดียวทำให้ใช้ไม่ได้ทั้งชิ้น เช่น งานกฎหมายหรืองานกำกับดูแล ยังต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจแหล่งอ้างอิงทุกครั้ง

งานวิจัยพบว่าเมื่อ agent หลายตัวทำงานแทนผู้ใช้หลายคนบนทรัพยากรเดียวกัน ผลรวมแย่กว่าให้ตัวกลางตัวเดียวจัดการในทุกสภาพแวดล้อมที่ทดสอบ

ทีมผู้เขียนสามคน รวมถึง Andrew Lampinen ทดสอบโมเดลแนวหน้าห้ารุ่นใน 77 สถานการณ์จากสี่สภาพแวดล้อม เช่น ตารางนัดของคลินิก ระบบจองแทนผู้ใช้ และคิวรวมโค้ด โดยแต่ละ agent ทำงานแทนผู้ใช้ที่มีเป้าหมายต่างกัน

ผู้เขียนเขียนว่า "Teams deliver worse group outcomes than the coordinator in every environment" และถ้าไม่มีช่องทางให้ agent คุยกัน ทีมล่มทั้งระบบในสองสภาพแวดล้อม พฤติกรรมที่พบมีทั้งการทำงานทับกัน งานช้าลงเมื่อทีมใหญ่ขึ้น และการอ้างสิ่งที่ไม่เป็นจริง การตั้งหัวหน้าทีม กติกาขั้นตอน และการบังคับให้ agent อ่านข้อความจากเพื่อนร่วมทีม ช่วยได้แต่ได้ผลต่างกันไปในแต่ละสภาพแวดล้อม

ข้อควรระวังคือยังไม่ระบุเวทีตีพิมพ์ และผู้เขียนจะเปิดโค้ดหลังผ่านการพิจารณา

▲ ทำไมต้องรู้ · เมื่อพนักงานแต่ละคนมี agent ของตัวเองที่ไปจองห้องประชุมหรือใช้ระบบร่วมกัน องค์กรต้องออกแบบกติกากลางไว้ก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้ agent ตกลงกันเอง

งานวิจัยพบว่าเมื่อแหล่งข้อมูลต่างภาษาให้ข้อเท็จจริงไม่ตรงกัน AI จะตอบตามแหล่งที่เป็นภาษาเดียวกับคำถาม

ทีมผู้เขียนห้าคนสร้างชุดทดสอบ Waldo จาก Wikipedia 12,000 คู่คำถามคำตอบ แล้วทดสอบโมเดลแปดตัวในห้าภาษา

เมื่อข้อเท็จจริงมีอยู่ในภาษาเดียว โมเดลมักดึงข้อมูลจากภาษาอื่นมาตอบได้ แต่เมื่อ Wikipedia ต่างภาษาเล่าเรื่องเดียวกันไม่ตรงกัน คำตอบจะเอนตามเอกสารภาษาเดียวกับคำถามอย่างชัดเจน ทำให้คำถามความหมายเดียวกันได้คำตอบต่างกันตามภาษาที่ถาม ทีมลองสองวิธี คือปิด attention head บางส่วนและฝึกเพิ่มด้วย LoRA ซึ่งลดการเอนเอียงนี้ได้สูงสุด 61.5%

ข้อควรระวังคือบทคัดย่อไม่ได้ระบุว่าห้าภาษามีภาษาใดบ้าง และเป็นงานที่ยังไม่ระบุเวทีตีพิมพ์

▲ ทำไมต้องรู้ · คนไทยที่ถามเรื่องที่ข้อมูลภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเล่าไม่ตรงกัน อาจได้คำตอบต่างจากคนที่ถามเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องสำคัญจึงควรลองถามทั้งสองภาษาแล้วเทียบกัน

Google DeepMind เปิด SynthID Bio ฝังลายน้ำในลำดับ DNA และโครงสร้างโปรตีนที่ AI ออกแบบ

Google DeepMind ประกาศเมื่อ 30 กันยายนว่า SynthID Bio ฝังลายน้ำที่มองไม่เห็นลงในผลงานของโมเดลชีววิทยา ได้แก่ AlphaProteo, ProteinMPNN, AlphaFold 3 และ Evo 2 โดยปรับการเลือกกรดอะมิโนในลำดับ หรือปรับพิกัดอะตอมในโครงสร้างสามมิติเล็กน้อย

ในการทดลองในห้องแล็บกับโปรตีนเป้าหมายสามตัว ดีไซน์ที่มีลายน้ำได้อัตราการจับเป้าหมายและความแรงในการจับเท่ากับแบบที่ไม่มีลายน้ำ DeepMind เปิดโค้ด ข้อมูลการทดลอง และน้ำหนักโมเดลให้ชุมชนวิจัย

ข้อควรระวังคือ DeepMind ยอมรับเองว่ายังต้องทำให้ลายน้ำทนต่อการจงใจลบได้ดีขึ้น

▲ ทำไมต้องรู้ · การติดป้ายว่างานชิ้นไหนมาจาก AI กำลังขยายจากภาพและข้อความไปสู่งานวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับการตรวจสอบที่มาของงานวิจัยและความปลอดภัยทางชีวภาพ

นักวิทยาการเข้ารหัส Matthew Green ชี้ว่า sandbox อย่างเดียวป้องกัน agent ที่รับคำสั่งจากคนผิดไม่ได้

Matthew Green นักวิทยาการเข้ารหัสและอาจารย์มหาวิทยาลัย Johns Hopkins เขียนบทความเมื่อ 30 กันยายนว่ากลไกที่เห็นในเหตุ agent หลุดการควบคุมช่วงที่ผ่านมา ถ้าย้ายไปเกิดผ่านอีเมลหรือแชตกับ agent ส่วนตัว จะได้ส่วนประกอบของหนอนคอมพิวเตอร์ครบ คือคำสั่งที่ยึดการทำงานของ agent กับ agent ที่ส่งคำสั่งนั้นต่อให้ agent ตัวอื่น

เขายกตัวอย่างว่า agent ใน sandbox ที่แยกกันเคยค้นพบว่าทิ้งคำสั่งไว้ให้กันในแคชแพ็กเกจที่ใช้ร่วมกันได้ และถ้าแทนแคชนั้นด้วยอีเมล Slack เอกสารที่แชร์กัน หรือ WhatsApp ก็จะได้ "exactly the ingredients that a worm needs"

ข้อสรุปของเขาคือปัญหาที่น่ากังวลอาจเป็น agent จำนวนมากที่อยู่ใน sandbox ของตัวเองและทำตามที่ถูกสั่งทุกอย่าง แต่รับคำสั่งจากคนที่ไม่ควรมีสิทธิ์สั่ง

▲ ทำไมต้องรู้ · องค์กรที่ให้ agent อ่านอีเมลหรือเอกสารที่คนนอกส่งเข้ามา ต้องจำกัดสิ่งที่ agent ทำได้หลังอ่าน ไม่ใช่พึ่งการแยกเครื่องอย่างเดียว

Business

Gartner คาดว่าองค์กรจะเลิกใช้ agent ที่วิศวกรของผู้ขายเข้ามาสร้างให้ราว 70% ภายในปี 2028

Blognone รายงานเมื่อ 2 ตุลาคมว่า Gartner ออกคาดการณ์เมื่อ 29 กันยายนว่าราว 70% ของ agent ที่สร้างโดยวิศวกรที่ผู้ขายส่งมาประจำหน้างาน หรือ forward-deployed engineer จะถูกองค์กรเลิกใช้ภายในปี 2028 ขณะที่ชื่อข่าวในลิงก์ของ Gartner เขียนเป็น 70% ขององค์กร

เหตุผลหลักคือระบบแบบนี้มักแก้ปัญหาระยะสั้น เมื่อวิศวกรของผู้ขายถอนตัวไป องค์กรขาดความเชี่ยวชาญที่จะดูแลต่อและต้นทุนดูแลสูงขึ้น Gartner แนะนำให้ใช้วิศวกรของผู้ขายเฉพาะกับปัญหาที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง ต้องการผลเร็ว และเข้ากับระบบเดิมขององค์กรได้ดี

ข้อควรระวังคือเราเปิดหน้าข่าวของ Gartner โดยตรงไม่ได้ ตัวเลขและเหตุผลทั้งหมดมาจากรายงานของ Blognone

▲ ทำไมต้องรู้ · องค์กรที่กำลังจ้างผู้ขายมาสร้าง agent ควรวางแผนตั้งแต่ต้นว่าใครในองค์กรจะดูแลระบบต่อหลังจบสัญญา

Micron บอกว่ากำลังผลิตหน่วยความจำปี 2027 ถูกจองไปแล้ว 75% และบางส่วนจองยาวถึงปี 2030

Blognone รายงานจากการประชุมผลประกอบการไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2026 ของ Micron ว่า Manish Bhatia ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บอกว่ากำลังผลิตปี 2027 ถูกจองแล้ว 75% ปี 2028 ยังตึงตัว และกำลังผลิตถึงปี 2030 ถูกจองแล้ว 35% โดยเป็นตัวเลขรวมทุกผลิตภัณฑ์

เขายังบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่กำลังผลิตจะพอกับความต้องการ และสัญญาจองระยะยาวบางส่วนยังให้ราคาปรับตามตลาดได้

▲ ทำไมต้องรู้ · หน่วยความจำที่ขาดแคลนไปอีกหลายปีมีผลต่อราคาเซิร์ฟเวอร์ คอมพิวเตอร์ และค่าบริการคลาวด์ องค์กรที่วางแผนซื้อฮาร์ดแวร์สำหรับ AI ควรเผื่อราคาและเวลาส่งมอบ

ดาวเทียมต้นแบบที่มีชิป TPU ของ Google ขึ้นสู่วงโคจรแล้ว เพื่อทดสอบแนวคิดดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศ (ต่อเนื่องจาก 2026-09-26)

Google ประกาศเมื่อ 1 ตุลาคมว่าดาวเทียมต้นแบบของ Project Suncatcher ที่สร้างร่วมกับ Planet ขึ้นสู่วงโคจรแล้วกับเที่ยวบิน Transporter-18 ของ SpaceX

Google เขียนว่า "Over the coming weeks, we'll gather in-orbit data on how our TPUs handle the physical stress of spaceflight and the radiation and thermal extremes of space."

▲ ทำไมต้องรู้ · บริษัทใหญ่เริ่มทดลองทางเลือกที่ไกลกว่าเดิมเพื่อหาไฟฟ้าและพื้นที่ให้ AI ซึ่งสะท้อนว่าข้อจำกัดด้านพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์บนพื้นโลกรุนแรงแค่ไหน แต่ตอนนี้ยังเป็นเพียงการทดสอบชิปขั้นต้น

■ ไม่อยากพลาดของใหม่

สรุปข่าวแบบนี้ระบบทำทุกเช้า ถ้าอยากให้คัดเรื่องเด่นส่งถึงมือทาง LINE โดยไม่ต้องแวะมาเช็คเอง กดเพิ่มเพื่อนไว้ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย

เพิ่มเพื่อนใน LINE →
QR เพิ่มเพื่อน LINE ของ TRAINIAC AIคอมพิวเตอร์สแกนด้วยมือถือได้เลย