Wiki · news-analysis · confidence: medium · ⚙ auto-approved · fact-checker

งานวิจัยจีน 26,811 คน ใช้ AI ทำการบ้านแล้วคะแนนสอบตก และเงื่อนไขที่ทำให้ไม่ตก

educationlearningproductivitychinadifference-in-differencesworking-paperupdated 2026-08-23

งานวิจัยของ David Strömberg (มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม) กับ Victor Lei และ Yanhui Wu (มหาวิทยาลัยฮ่องกง) ติดตามนักเรียนมัธยม 26,811 คนในอำเภอหนึ่งทางภาคกลางของจีน ตลอด 30 เดือนตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 ถึงเดือน มิ.ย. 2568 เผยแพร่เป็นเอกสารเพื่อการอภิปรายของ CEPR หมายเลข DP21577 และเป็นเอกสารก่อนตีพิมพ์บน SSRN

นี่เป็นชุดข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งที่มีอยู่ตอนนี้สำหรับคำถามว่าการใช้ AI ทำงานแทน กระทบความสามารถของคนที่ใช้หรือไม่ แต่ตัวเลขพาดหัวของมันถูกเล่าผิดกรอบได้ง่ายมาก หน้านี้จึงแยกให้ชัดว่าตัวเลขไหนหมายถึงใคร

ตัวเลขหลัก และตัวเลขนั้นเป็นของใคร

ผลในกลุ่มที่ใช้ AI เมื่อครบหกเดือน คะแนนการบ้านขึ้น 18% ขณะที่คะแนนสอบปิดตำรารายเดือนตกลง 20% สองตัวนี้คือตัวเลขพาดหัวที่สื่อทุกเจ้าหยิบไปใช้

ผลระดับทั้งอำเภอ ต่างกันมาก เมื่อคูณผลของกลุ่มที่ใช้กลับด้วยสัดส่วนคนที่ใช้จริง ผู้เขียนประเมินว่าคะแนนสอบเฉลี่ยของทั้งอำเภอลดลง 3.4% ในช่วงสองปีการศึกษาแรก แล้วเป็น 9.9% ภายในเดือน มิ.ย. 2568 เมื่ออัตราการใช้แตะ 80% (ppc.land)

ผลต่อการสอบเข้าเป็นสองสอบคนละตัว ไม่ใช่ช่วงตัวเลขเดียว สอบเข้าชั้นมัธยมปลายตกลง 24% และสอบเข้ามหาวิทยาลัยตกลง 18% (SCMP)

เวลาที่ใช้ทำการบ้าน ลดจากเฉลี่ย 64 นาทีเหลือ 45 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนยันตรงกันมากที่สุดในบรรดารายละเอียดทั้งหมด

กลไกที่ผู้เขียนชี้ และเงื่อนไขที่ทำให้ผลกลับด้าน

กลไกไม่ใช่ว่า AI ทำให้คนโง่ลง แต่คือการโยนงานทั้งชิ้นให้มันทำแทน บทคัดย่อประเมินว่าราว 80% ของผู้ใช้ AI มีพฤติกรรมเข้าข่ายโยนงาน โดยดูจากร่องรอยในระบบ ไม่ใช่จากบันทึกการสนทนา ตัวเลขนี้มีการตรวจความทนทานด้วยเกณฑ์เวลาด้วย คือถ้าใช้เกณฑ์ 50 นาทีจะได้ 58% และถ้าใช้เกณฑ์ 45 นาทีจะได้ 34%

ประโยคที่กลับข้อสรุปของทั้งเรื่อง อยู่ในบทคัดย่อเอง คือผู้ใช้ AI ที่ยังใช้เวลาทำการบ้านพอๆ กับคนที่ไม่ใช้ เสียการเรียนรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แปลว่าสิ่งที่ทำร้ายการเรียนรู้คือการลดเวลาคิด ไม่ใช่การมีเครื่องมือ

มีรายงานเสริมว่าผลขึ้นกับปริมาณการใช้ด้วย คือกลุ่มที่ใช้ราว 0 ถึง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์คะแนนตกเฉลี่ยราว 5% เทียบกับราว 30% ในกลุ่มที่ใช้ตั้งแต่ 5 ชั่วโมงขึ้นไป และขนาดของผลลบนี้ลดลงตามเวลา จากราว 25% ต้นปี 2566 เหลือราว 16% ในเดือน มิ.ย. 2568

เครื่องมือที่นักเรียนใช้ ไม่ใช่ ChatGPT

ณ เดือน มิ.ย. 2568 สัดส่วนการใช้คือ Doubao 47% DeepSeek 36% ChatGLM 14% Ernie Bot 9% และ Qwen 8% ทั้งหมดเป็นโมเดลจีน และการใช้พุ่งขึ้นในช่วงที่ DeepSeek ปล่อยรุ่นใหม่ ผู้อ่านไทยที่เห็นพาดหัวมักเดาว่าเป็น ChatGPT ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูล

เรื่องที่คนเข้าใจผิดบ่อย

  • เอา 20% ไปเล่าว่าเป็นผลของนักเรียนทุกคน ตัวเลขนั้นเป็นผลของกลุ่มที่ใช้ AI ผลระดับทั้งอำเภอคือ 3.4% แล้วเป็น 9.9%
  • เขียนผลสอบเข้าเป็นช่วง 18 ถึง 24% ทำให้อ่านเหมือนช่วงความเชื่อมั่น ความจริงคือสองสอบคนละตัว คนละตัวเลข
  • เล่าว่าเป็นการทดลองที่พิสูจน์เหตุและผล บทคัดย่อเขียนเองว่าใช้การเทียบกลุ่มที่เริ่มใช้ต่างเวลากัน คือ "We exploit staggered AI adoption in a difference-in-differences design" การตีความเชิงสาเหตุจึงขึ้นกับสมมติฐานว่าสองกลุ่มจะเดินขนานกันถ้าไม่มี AI
  • สรุปว่าใช้ AI แล้วเรียนแย่ลงเสมอ ซึ่งขัดกับข้อค้นพบของผู้เขียนเองว่าคนที่ยังลงเวลาเท่าเดิมแทบไม่เสียอะไร
  • อ้างว่าผ่านการตรวจของผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ยังไม่ผ่าน ยังเป็นเอกสารเพื่อการอภิปรายที่แก้ไขได้

ข้อจำกัดที่ผู้เขียนและผู้วิจารณ์ระบุไว้

  • การเริ่มใช้ AI ไม่ได้ถูกสุ่ม ผลเชิงสาเหตุจึงขึ้นกับสมมติฐานเส้นขนาน
  • วัดพฤติกรรมโยนงานจากร่องรอยในระบบ ไม่ใช่จากบันทึกการสนทนาจริง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาทำการบ้านกับคะแนนสอบ ผู้เขียนระบุเองว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
  • เวลาที่เริ่มใช้เป็นการรายงานย้อนหลังด้วยตัวนักเรียนเอง
  • เป็นข้อมูลอำเภอเดียว และส่วนที่วัดผลการสอบเข้าอ่อนกว่าส่วนอื่นเพราะวัดได้ครั้งเดียวหรือสองครั้งต่อคน
  • ตัวเครื่องมือ AI เองเปลี่ยนไปมากตลอดช่วงที่เก็บข้อมูล
  • ผู้เขียนไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ปัจจัยภายนอกมีส่วน ผลจริงจึงอาจเล็กกว่าที่รายงาน
  • ผู้เขียนเตือนเองว่าไม่ควรเหมารวมไปยังผู้เรียนทุกกลุ่ม ทุกวิชา หรือระบบติวที่มีการควบคุม

งานอีกชิ้นที่ห้ามเอาไปปนกัน และเป็นด้านที่สร้างสรรค์กว่า

มีงานอีกชิ้นที่มักถูกอ้างคู่กัน คือ "Generative AI without guardrails can harm learning: Evidence from high school mathematics" ของ Bastani และคณะ ตีพิมพ์ใน PNAS เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ซึ่งผ่านการตรวจของผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ต่างจากงานจีน เป็นการทดลองสุ่มกับนักเรียนมัธยมปลายในตุรกีราวหนึ่งพันคน (PNAS)

ผลที่คนชอบยกคือกลุ่มที่ได้ใช้ AI แบบไม่มีการควบคุม ทำโจทย์ฝึกได้ดีขึ้น 48% แต่พอสอบโดยไม่มี AI ช่วย คะแนนตก 17%

แต่นั่นเป็นผลของกลุ่มเดียวเท่านั้น อีกกลุ่มที่ได้ใช้รุ่นที่ครูออกแบบกรอบไว้ให้ คือให้คำใบ้แต่ไม่ให้คำตอบ ทำโจทย์ฝึกได้ดีขึ้น 127% และไม่มีผลลบต่อคะแนนสอบเลย ข้อสรุปจริงของงานจึงอยู่ในชื่อเรื่องเอง คือปัญหาอยู่ที่การไม่มีกรอบ ไม่ใช่ที่ตัว AI ใครที่ยกแค่ 48% กับ 17% ไปเล่า กำลังกลับหัวข้อสรุปของงานวิจัยนั้น

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

  • ยังไม่มีงานลักษณะนี้ในบริบทที่ผู้ใหญ่ทำงานจริง ตัวเลขทั้งหมดมาจากห้องเรียน
  • ยังไม่รู้ว่าผลจะเหมือนกันไหมถ้าเปลี่ยนไปเป็นภาษาและระบบการศึกษาอื่น เพราะเป็นข้อมูลอำเภอเดียวในจีน
  • ยังไม่มีการโต้แย้งเชิงวิธีวิทยาที่ตีพิมพ์ ณ วันที่ตรวจ ซึ่งอาจแปลว่ายังไม่มีใครตรวจอย่างจริงจัง มากกว่าจะแปลว่าไม่มีข้อโต้แย้ง
■ ไม่อยากพลาดของใหม่

อ่านจบแล้วอยากตามเรื่อง AI แบบนี้ต่อทุกวัน เรามีสรุปข่าวภาษาไทยส่งทาง LINE ทุกเช้า กดเพิ่มเพื่อนไว้ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย

เพิ่มเพื่อนใน LINE →
QR เพิ่มเพื่อน LINE ของ TRAINIAC AIคอมพิวเตอร์สแกนด้วยมือถือได้เลย