Dictionary · โมเดลและผู้เล่นหลัก · 210 / 321

Model license

สัญญาอนุญาตที่บอกว่าเอา model ไปทำอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะการใช้เชิงพาณิชย์ คำว่า open จึงไม่ได้แปลว่าใช้ได้ทุกกรณี ต้องเปิดไฟล์สัญญาตัวจริงอ่านก่อนใช้

Model license คือสัญญาอนุญาตที่เจ้าของ model แนบมากับไฟล์ weights เพื่อกำหนดว่าคนที่โหลดไปแล้วทำอะไรได้บ้าง เอาไปใส่ในสินค้าที่ขายลูกค้าได้หรือไม่ เอาไปเทรนต่อเป็น model ตัวใหม่ได้หรือไม่ ต้องให้เครดิตอย่างไร และมีการใช้งานแบบใดที่เจ้าของห้ามไว้ จุดที่คนทำงานพลาดกันบ่อยคือเห็นปุ่มดาวน์โหลดฟรีแล้วเหมาว่าเอาไปทำอะไรก็ได้ ทั้งที่ open-weights บอกแค่ว่าเจ้าของยอมปล่อยไฟล์ให้โหลดไปรันเองบนเครื่องของเรา ส่วนคำตอบว่ารันแล้วเอาไปหารายได้ต่อได้แค่ไหน อยู่ในไฟล์สัญญาอีกใบที่วางไว้ข้างกันใน repo

สัญญาที่เจอในทางปฏิบัติแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือสัญญามาตรฐานของโลก open source อย่าง Apache License 2.0 กับ MIT ที่ให้สิทธิ์กว้างและไม่เลือกว่าใครเป็นคนใช้ ไฟล์ LICENSE ใน repo ของ Qwen3-235B-A22B บน hugging-face คือ Apache License 2.0 ฉบับเต็ม ซึ่งข้อ 2 ให้สิทธิ์ทำซ้ำ ดัดแปลง และแจกจ่ายต่อแบบ royalty-free และข้อ 4 ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าต้องส่งสำเนาสัญญาให้ผู้รับช่วงต่อ ต้องติดป้ายกำกับไฟล์ที่เราแก้ ต้องคงข้อความแสดงที่มาเดิมไว้ และถ้าต้นทางแจกไฟล์ NOTICE มาด้วย ต้องนำข้อความในไฟล์นั้นไปแนบกับงานที่เราแจกจ่ายต่อ กลุ่มที่สองคือสัญญาที่เจ้าของ model ร่างขึ้นเอง ซึ่งอ่านผ่านตาเหมือนใช้ฟรีแต่มีเพดานซ่อนอยู่ สัญญา Llama 4 Community License ของ llama ข้อ 2 เขียนว่าถ้า ณ วันที่ปล่อย Llama 4 ผลิตภัณฑ์หรือบริการของผู้รับอนุญาตหรือบริษัทในเครือ มีผู้ใช้เกิน 700 ล้าน monthly active users ในเดือนปฏิทินก่อนหน้า ผู้รับอนุญาตต้องไปขอ license จาก Meta ต่างหาก ซึ่ง Meta จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ตามดุลพินิจของ Meta เอง และห้ามใช้สิทธิ์ใดในสัญญานี้จนกว่า Meta จะอนุญาตอย่างชัดแจ้ง ข้อ 1.b ของสัญญาฉบับเดียวกันยังบังคับว่าถ้าแจกจ่าย Llama Materials ต่อ หรือปล่อยสินค้าหรือบริการที่มี Llama Materials อยู่ข้างใน ต้องแสดงข้อความ Built with Llama ให้เห็นเด่นชัดบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง หน้าจอผู้ใช้ blogpost หน้าแนะนำองค์กร หรือเอกสารของสินค้า และถ้าเอาไปเทรนเป็น model ใหม่แล้วปล่อยออกไป ต้องขึ้นต้นชื่อ model นั้นด้วยคำว่า Llama ฝั่ง mistral วางเพดานคนละแบบ หน้าศูนย์ช่วยเหลือของบริษัทระบุว่า model บางตัวอยู่ใต้ MIT ฉบับแก้ไข ที่ให้สิทธิ์เท่ากับ Apache 2.0 ยกเว้นบริษัทที่มีรายได้ต่อเดือนเกิน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต้องติดต่อขอ commercial license หรือไม่ก็ไปใช้ model ผ่าน Mistral Studio แทน

เวลาองค์กรจะหยิบ model สักตัวมาใช้ สิ่งที่ต้องเปิดอ่านคือไฟล์สัญญาตัวจริงใน repo ทางการของเจ้าของ ไม่ใช่หน้าข่าวหรือหน้าสรุปที่เขียนต่อกันมา เพราะรายละเอียดที่ทำให้แผนล่มมักอยู่ในประโยคที่ข่าวตัดทิ้ง สามจุดที่ควรไล่ดูคือ หนึ่ง สัญญาเปลี่ยนได้ระหว่างรุ่นในตระกูลเดียวกัน repo ของ google บน Hugging Face ระบุ license ของ gemma-3-27b-it ไว้ว่า gemma แต่ระบุของ gemma-4-31B-it ไว้ว่า apache-2.0 การอ่านสัญญาของ gemma รุ่นก่อนแล้วเหมาว่ารุ่นใหม่เหมือนกันจึงเสี่ยงพลาด สอง code กับ weights อาจอยู่คนละสัญญาแม้จะอยู่ repo เดียวกัน repo ของ deepseek รุ่น DeepSeek-V3 มีไฟล์แยกสองใบ คือ LICENSE-CODE ซึ่งเป็น MIT License และ LICENSE-MODEL ซึ่งเป็น DEEPSEEK LICENSE AGREEMENT Version 1.0 ลงวันที่ 23 October 2023 สาม บางฉบับบังคับให้ส่งต่อข้อห้ามไปยังคนที่รับช่วงจากเรา Gemma Terms of Use กำหนดว่าถ้าจะแจกจ่ายต่อ ต้องใส่ข้อจำกัดการใช้งานตามข้อ 3.2 เป็นเงื่อนไขที่บังคับใช้ได้ในสัญญาของเราเอง ต้องส่งสำเนาข้อตกลงให้ผู้รับทุกราย และเอกสาร Gemma Terms of Use ฉบับเดียวกันยังเขียนว่า เท่าที่กฎหมายอนุญาตสูงสุด Google สงวนสิทธิ์ที่จะจำกัดการใช้งาน Gemma Services ไม่ว่าจากระยะไกลหรือด้วยวิธีอื่น หาก Google เชื่อโดยมีเหตุอันควรว่ามีการละเมิดข้อตกลง ป้าย license ที่เห็นบนหน้า repo จึงเป็นแค่ทางเข้า ไม่ใช่ตัวสัญญา เอกสารของ Hugging Face ระบุว่าถ้าเจ้าของ repo กรอกค่าเป็น other ให้เอาตัวบทสัญญาไปใส่ไฟล์ LICENSE ใน repo แล้วตั้งชื่อไว้ในช่อง license_name หรือจะติดต่อ Hugging Face ให้เพิ่มสัญญาฉบับนั้นเข้าไปในรายการที่รองรับก็ได้

ตัวอย่างจากบทสนทนาจริง

ฝ่ายผลิตภัณฑ์: ทีมวิศวกรบอกว่า model ตัวนี้เป็น open weights โหลดมาใช้ฟรี แปลว่าเราเอาไปใส่ในแอปที่ขายลูกค้าได้เลยใช่ไหมครับ ไม่ต้องจ่ายใครเพิ่ม

ฝ่ายกฎหมาย: ขอเปิดไฟล์ LICENSE ใน repo ทางการอ่านก่อนนะคะ โหลดฟรีกับใช้เชิงพาณิชย์ได้เป็นคนละเรื่องกัน บางฉบับให้สิทธิ์กว้างจริง แต่บางฉบับสั่งให้เราติดข้อความให้เครดิตบนหน้าสินค้า บางฉบับสั่งให้ขึ้นต้นชื่อ model ที่เราเทรนต่อด้วยชื่อของเขา และบางฉบับตั้งเพดานไว้ว่าถ้าบริษัทโตเกินระดับที่เขากำหนด ต้องกลับไปขออนุญาตใหม่

ฝ่ายผลิตภัณฑ์: งั้นผมส่งลิงก์หน้าข่าวเปิดตัวที่เขาบอกว่าเปิดให้ใช้เชิงพาณิชย์ให้ดูดีไหมครับ

ฝ่ายกฎหมาย: ขอเป็นไฟล์สัญญาจากต้นทางกับเลข version ที่จะใช้ดีกว่าค่ะ หน้าข่าวมักตัดเงื่อนไขท้ายประโยคทิ้ง แล้วรุ่นใหม่กับรุ่นเก่าในตระกูลเดียวกันก็คนละสัญญากันได้

ระวังสับสนกับ

  • open-source-ai : เป็นคำถามว่า model นั้นเปิดถึงระดับไหน นิยาม Open Source AI Definition เวอร์ชัน 1.0 ของ OSI กำหนดเสรีภาพสี่ข้อคือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ศึกษาว่าระบบทำงานอย่างไร แก้ไข และแจกจ่ายต่อ และระบุว่าลำพัง weights ยังไม่พอ ต้องมี data information กับ code ประกอบด้วย ส่วน model license เป็นหนึ่งในเอกสารที่ใช้ประกอบการตัดสิน แต่สัญญาฉบับเดียวยังไม่พอชี้ขาดว่า model ตัวนั้นเข้าเกณฑ์หรือไม่
  • ai-copyright : เรื่องลิขสิทธิ์คือคำถามว่าใครเป็นเจ้าของงานที่ model สร้างออกมา และข้อมูลที่ใช้เทรนไปกระทบสิทธิ์ของใครบ้าง ส่วน model license คุมเฉพาะสิทธิ์ในการเอาตัว model ไปใช้ สองเรื่องนี้ต้องดูแยกกัน เช่น Gemma Terms of Use ข้อ 3.3 เขียนว่า Google ไม่อ้างสิทธิ์ใน Outputs ที่เราสร้าง แต่ข้อเดียวกันเขียนต่อทันทีว่าเราและผู้ใช้ของเราต้องรับผิดชอบ Outputs และการนำไปใช้ต่อทั้งหมดเอง
  • vendor-lock-in : การผูกติดผู้ให้บริการรายเดียวเป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมและต้นทุนการย้ายระบบ ส่วน model license เป็นข้อจำกัดทางกฎหมายที่มาก่อนหน้านั้น สัญญาที่กว้างอย่าง Apache 2.0 ช่วยให้ย้ายไปรันที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร แต่สัญญาที่เจ้าของร่างเองอาจล็อกเราไว้ด้วยเงื่อนไขบนกระดาษ ทั้งที่ไฟล์ weights อยู่ในมือเราแล้ว

ดูคำนี้ใน Knowledge Atlas →

■ ไม่อยากพลาดของใหม่

อ่านจบแล้วอยากตามเรื่อง AI แบบนี้ต่อทุกวัน เรามีสรุปข่าวภาษาไทยส่งทาง LINE ทุกเช้า กดเพิ่มเพื่อนไว้ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย

เพิ่มเพื่อนใน LINE →
QR เพิ่มเพื่อน LINE ของ TRAINIAC AIคอมพิวเตอร์สแกนด้วยมือถือได้เลย

Mistral AIMoonshot AI